หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

สารนิทัศน์

สารนิทัศน์ 

สารนิทัศน์( Information ) การจัดทําข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทํากิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์

1. เตรียมความพร้อม
- รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น
- ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์
- วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม
2. รวบรวมข้อมูล
- บันทึกจากการสังเกตอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง
- ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน
- บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
- รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง
3. จัดแสดงสารนิทัศน์
- จัดแสดงผลงานให้มีความน่าสนใจและเป็นระบบ
- เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน
ประเภทของสารนิทัศน์
1. การบรรยายประสบการณ์ : การเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ
3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น
4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม
5. การสะท้อนตนเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้

สะท้อนคิด

 การจัดทำสารนิทัศน์ทำให้ตระหนักว่า การประเมินเด็กปฐมวัยควรเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Learning) มากกว่าการตัดสินผล อีกทั้งยังสะท้อนประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมของครู หากเด็กมีพัฒนาการที่ดี แสดงว่ากิจกรรมเหมาะสมและตอบสนองต่อการเรียนรู้ แต่หากพบจุดที่ควรพัฒนา ในฐานะครูก็สามารถปรับปรุงแนวทางการสอนได้อย่างทันท่วงที

ดังนั้น สารนิทัศน์จึงเป็นทั้ง “กระจกสะท้อนพัฒนาการของเด็ก” และ “กระจกสะท้อนการทำงานของครู” ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ

ตัวอย่างการทำสารนิทัศน์



 

การใช้แฟ้มผลงานเด็ก


การใช้แฟ้มผลงานเด็ก 

การใช้แฟ้มงานเด็ก (Portfolios) แฟ้มผลงานเด็กเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเป็นวิธีการบันทึกสิ่งที่เด็กทำ ความสามารถที่แสดงออก และความก้าวหน้าของเด็กในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา แฟ้มผลงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการเก็บตัวอย่างผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ ความพยายาม และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในแต่ละช่วงเวลา

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก
1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
6. คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
7. จัดทําขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทําเพื่อการประเมินผลที่คงที่
8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล

ประโยชน์ของแฟ้มผลงานเด็ก
สำหรับเด็ก – ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป
สำหรับครู – ทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการสอนและปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละคน
สำหรับผู้ปกครอง – แฟ้มผลงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็ก และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก

ตัวอย่างการใช้แฟ้มสะสมผลงานเด็ก
















การใช้แบบทดสอบ

การใช้แบบทดสอบ 

  การใช้แบบทดสอบ (Test) การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลeพอง, 2525)


การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

➢ เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง
➢ ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย
เป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญ
แบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ

การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น

1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด
2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
4. สร้างแบบทดสอบ

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษา
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถ ด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้
เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ หมายถึง ความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก ดีใจหรือมีความสุข เสียใจหรือเศร้า กลัวและโกรธ เมื่อเด็กได้เผชิญปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อดูว่าเด็กสามารถแสดงความรู้สึกต่อสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม หรือไม่

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านสังคม หมายถึง ความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคม
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคม
หมายถึง สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ช่วยเหลือตัวเองได้ และรู้จักแบ่งปันสิ่งของตนเองให้กับผู้อื่น

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้

ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี
2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับ
พัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก
3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก
4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนด
วัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้
     - พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
     - เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ 
     - ความกังวล
     - ระยะเวลาสอบ 
     - ไม่คุ้นกับสถานที่

5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ        

การใช้แบบประเมินพัฒนาการ

การใช้แบบประเมินพัฒนาการ 

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ (Checklists)

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ มาตราส่วนประมาณค่า และแบบสำรวจรายการ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การประเมินมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ

แนวทางการใช้แบบประเมินพัฒนาการ

ในการนำแบบประเมินพัฒนาการมาใช้ ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน

ระบุให้ชัดเจนว่าต้องการประเมินพัฒนาการด้านใดของเด็ก เช่น ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม หรือด้านสติปัญญา เพื่อให้การประเมินเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด

2. จัดทำแบบสำรวจรายการ

การสร้างแบบสำรวจรายการควรยึดหลักทฤษฎีพัฒนาการเด็กเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกณฑ์การประเมินมีความเหมาะสมกับช่วงวัย และสะท้อนพฤติกรรมของเด็กได้อย่างถูกต้อง

3. ใช้ร่วมกับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

การใช้แบบประเมินพัฒนาการควรดำเนินควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสะท้อนพัฒนาการที่แท้จริงของเด็ก

ตัวอย่างการใช้แบบสำรวจรายการ

ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็กอายุ 3–4 ปี

ชื่อนักเรียน........................................................................................................................

วันเดือนปีเกิด.................................................... อายุ............................ปี....................เดือน......................

รายการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย

แบบประเมินนี้ใช้การสังเกตพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยกำหนดระดับคะแนนเพื่อแสดงระดับความสามารถ ดังนี้

  • 4 คะแนน หมายถึง ดี

  • 3 คะแนน หมายถึง ปานกลาง

  • 2 คะแนน หมายถึง ควรปรับปรุง

    ข้อดีของการใช้แบบประเมินพัฒนาการ

    - ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว

    ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล

    สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที

    ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร

    สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

    ข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินพัฒนาการ

    - ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด

    - ต้องทบทวน สะท้อนความคิด

    - วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง

    - ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้


  • สรุปแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย

    จากการประเมินพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กชายอนุวัฒน์ คำหาญ มีผลการประเมินดังนี้

    • อยู่ในระดับ ดี จำนวน 4 รายการ ได้แก่

      1. เดิน วิ่ง และหยุดได้อย่างมั่นคง

      2. ยืนทรงตัวบนเส้นตรงได้โดยไม่เสียการทรงตัว

      3. ปีนป่ายหรือทรงตัวอยู่บนที่สูงได้อย่างเหมาะสม

      4. ต่อบล็อกหรือประกอบของเล่นได้

    • อยู่ในระดับ ปานกลาง จำนวน 2 รายการ ได้แก่

      1. กระโดดขาเดียวได้โดยไม่เสียการทรงตัว

      2. เคลื่อนไหวร่างกายสัมพันธ์กับทิศทางและพื้นที่ได้

    • ระดับ ปรับปรุง ไม่มีรายการ

    ภาพรวม
    เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายอยู่ในระดับดี สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่–มัดเล็กได้เหมาะสมตามวัย ควรส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาการทรงตัว การกระโดดขาเดียว และการเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับทิศทาง เพื่อให้พัฒนาการสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป

การเขียนบันทึกประจำวัน 








 


 การทำสังคมมิติ

เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย

     เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในกลุ่มเด็ก ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นโครงสร้างทางสังคมและการปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเครื่องมือที่ได้รับความนิยมและเหมาะสมกับบริบทของการจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัย คือ การทำสังคมมิติ (Sociogram)

     การใช้สังคมมิติช่วยให้ครูสามารถมองเห็นบทบาททางสังคมของเด็กแต่ละคนได้อย่างชัดเจน เช่น เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน เด็กที่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม หรือเด็กที่มักแยกตัวและไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูเข้าใจความรู้สึก ทัศนคติ และการยอมรับซึ่งกันและกันของเด็กในกลุ่ม รวมถึงสามารถระบุคู่เพื่อนที่มีความสนิทสนมและมักทำกิจกรรมร่วมกันอยู่เป็นประจำ

     ทั้งนี้ การใช้สังคมมิติควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เนื่องจากความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกิจกรรมที่จัดขึ้น ช่วงเวลา และประสบการณ์ทางสังคมที่เด็กได้รับในแต่ละช่วงวัย

เครื่องมือสังคมมิติ

การประเมินด้วยสังคมมิติโดยทั่วไปสามารถดำเนินการได้ 2 วิธีหลัก ได้แก่

  1. การทายลักษณะ

  2. การสร้างภาพทางสังคม

1. การทายลักษณะ

การทายลักษณะเป็นวิธีการประเมินที่ครูใช้คำถามในลักษณะ “ใครเอ่ย…?” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสะท้อนความคิดเห็นหรือมุมมองที่มีต่อเพื่อนในกลุ่ม ตัวอย่างเช่น

  • ใครเอ่ยที่ชอบหวงของเล่น

  • ใครเอ่ยที่มักช่วยเพื่อนเก็บของ

วิธีการนี้ช่วยให้ครูเห็นภาพลักษณ์ทางสังคมของเด็กแต่ละคนจากมุมมองของเพื่อน และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้วางแผนส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การสร้างภาพทางสังคม

การสร้างภาพทางสังคมเป็นการประเมินโดยการกำหนดสถานการณ์สมมติ และเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นหรือเลือกการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น

  • หากเกิดสถานการณ์นี้ เด็กจะเลือกปฏิบัติอย่างไร

  • หากสามารถเลือกเพื่อนมานั่งข้าง ๆ ได้ เด็กจะเลือกใคร

วิธีการดังกล่าวช่วยสะท้อนความรู้สึก ความชอบ และระดับความใกล้ชิดระหว่างเด็กในกลุ่มได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กปฐมวัย

การจัดทำแผนผังความสัมพันธ์ (Sociogram)

เมื่อได้ข้อมูลจากการประเมินแล้ว ครูสามารถนำมาจัดทำแผนผังความสัมพันธ์ โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

  • กำหนดสัญลักษณ์แทนตัวเด็ก และจัดวางเด็กที่ได้รับการเลือกจากเพื่อนมากที่สุดไว้บริเวณกึ่งกลางของแผนผัง

  • จัดวางเด็กที่ได้รับการเลือกน้อยหรือไม่ได้รับการเลือกไว้บริเวณรอบนอกของแผนผัง

  • ใช้ลูกศรแสดงทิศทางของการเลือก เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กแต่ละคน

  • ควรออกแบบแผนผังให้มีความชัดเจน ไม่ซับซ้อน โดยอาจร่างภาพก่อน แล้วปรับแก้ให้สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย

ตัวอย่างโรงเรียนสังคมมิติของโรงเรียนอนุบาลขุนตาล




 สรุปการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครอง


“ บทบาทของครูและผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยและการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย”

หัวข้อ หน่วยที่ 6 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ออกแบบการสื่อสารถึงผู้ปกครอง

1.) แจ้งเนื้อหา กิจกรรม วัตถุประสงค์ในการเรียนแต่ละสัปดาห์





2. เขียนสมุดรายงานประจำตัวของนักเรียนมา 1 คน คือ

คนที่มีพัฒนาการดีมาก
























3. สรุปบทบาทของตนเอง (ในฐานะครู) และบทบาทของผู้ปกครองในการทำงานร่วมกันเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย






การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครอง

 แบบบันทึกบทที่9 

การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองฯ SIL3

#การสังเกตและบันทึกการสังเกต (เก่า)







#ได้จัดทำใหม่โดยนำปัญหาจากตัวเลือกที่2 ของการสังเกตและบันทึกการสังเกต






#ในส่วนของการของการสังเกตและการบันทึกการสังเกต ดิฉันได้เปลี่ยนปัญหาจากเดิม แก้ปัญหาเด็กไม่เชื่อฟัง มาเป็น เด็กขาดสมาธิในการทำกิจกรรม ส่วนผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับเด็กในเบื้องต้นนั้น ดิฉันคิดว่ากิจกรรมเกมจับคู่ภาพ/จิ้กซอว์ จะทำให้น้องไก่แจ้มีสมาธิและจดจ่อในการทำกิจกรรมมากยิ่งขึ้น 












 






















 


การบันทึกคำพูดเด็ก 

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
▪ ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
▪ พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
▪ มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น

ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก






 เก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาด้วยเทคนิควิธี "การบันทึกคำพูดเด็ก / การบันทึกการสนทนา"

















    จากการได้บันทึกคำพูดของเด็กทำให้รู้ว่าการจดบันทึกนั้นไม่ควรเอาความรู้สึกของตัวเองใส่ไปในคำพูดของเด็กและถ้าให้การบันทึกคำพูดของเด็กให้มีความสมบูรณ์ที่สุดนั้น ควรใส่วันที่และเวลาลงไปในแบบบันทึกด้วย



การสัมภาษณ์

   การสัมภาษณ์ 




การสัมภาษณ์

         การสัมภาษณ์ คือ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนา ซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ให้สัมภาษณ์อย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ทัศนคติ ความรู้สึก หรือประสบการณ์ในเรื่องที่ต้องการศึกษา ในบริบทของการประเมินพัฒนาการเด็ก การสัมภาษณ์ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม ความสามารถ และพัฒนาการของเด็กจากบุคคลที่ใกล้ชิดเด็ก เช่น ผู้ปกครองหรือครู เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการประเมิน วิเคราะห์ และวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างเหมาะสม
ประเภทของการสัมภาษณ์
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการกำหนดคำถามไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ผู้สัมภาษณ์จะถามตามลำดับคำถามที่เตรียมไว้เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลที่ต้องการความเป็นมาตรฐาน และสามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้




2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือแบบไม่เป็นทางการ
เป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่มีการกำหนดคำถามตายตัว ผู้สัมภาษณ์สามารถปรับเปลี่ยนคำถามตามสถานการณ์ เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลเชิงลึกและเปิดโอกาสให้ผู้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ



3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง
เป็นการสัมภาษณ์ที่มีคำถามหลักกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่สามารถซักถามเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนคำถามได้เป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็ก เพราะมีความยืดหยุ่นและได้ข้อมูลที่ครบถ้วน




หลักการทั่วไปในการสัมภาษณ์
1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ให้ชัดเจน
    ก่อนดำเนินการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการข้อมูลด้านใด เพื่อให้การซักถามเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้ตรงตามวัตถุประสงค์
2. เตรียมคำถามหรือแนวคำถามให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
    คำถามที่ใช้ควรได้รับการวางแผนล่วงหน้า และสอดคล้องกับประเด็นที่ต้องการศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและไม่ออกนอกเรื่อง
3. ใช้คำถามที่ชัดเจน เหมาะสม และไม่ชี้นำคำตอบ
    คำถามควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับผู้ให้สัมภาษณ์ และหลีกเลี่ยงคำถามที่ชี้นำหรือกดดัน ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
4. ผู้สัมภาษณ์ต้องรับฟังอย่างตั้งใจ วางตนเป็นกลาง และควบคุมอคติ
    ผู้สัมภาษณ์ควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์อย่างเต็มที่ ไม่แสดงท่าทีเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นกลางและน่าเชื่อถือ
5. บันทึกข้อมูลตามความเป็นจริง และคำนึงถึงจริยธรรมในการสัมภาษณ์
    การบันทึกข้อมูลควรทำอย่างครบถ้วนและถูกต้องตามข้อเท็จจริง พร้อมทั้งเคารพสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และรักษาความลับของผู้ให้สัมภาษณ์ 
ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
1.ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมายไม่ยากเกินไป
      คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และมีความชัดเจน เหมาะสม   กับระดับความสามารถของเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจและตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง
2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
      ผู้สัมภาษณ์ควรเปิดโอกาสให้เด็กมีเวลาในการคิดและตอบคำถามอย่างเต็มที่ ไม่เร่งรัดหรือกดดัน เพื่อให้เด็กแสดงความคิดและความรู้สึกได้อย่างเป็นธรรมชาติ
3. การสร้างความไว้วางใจคุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก
      การสัมภาษณ์ควรดำเนินไปในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และท่าทางที่เหมาะสมกับวัยเพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัยและกล้าแสดงออก
4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ
       ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ควรนำไปพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากการสังเกต แบบประเมิน หรือผลงานของเด็ก เพื่อให้การประเมินมีความถูกต้องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ
1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติ และ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง
2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกต เข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก