ที่ปรึกษาBLOG
1. นางสาวเจนจิรา หมายทอง รหัส 66121860102
2. นางสาวสุวภัทร พิมพ์วัน รหัส 66121860120
ที่ปรึกษาBLOG
1. นางสาวเจนจิรา หมายทอง รหัส 66121860102
สารนิทัศน์
สารนิทัศน์( Information ) การจัดทําข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทํากิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย
กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์
1. เตรียมความพร้อม
- รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น
- ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์
- วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม
2. รวบรวมข้อมูล
- บันทึกจากการสังเกตอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง
- ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน
- บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
- รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง
3. จัดแสดงสารนิทัศน์
- จัดแสดงผลงานให้มีความน่าสนใจและเป็นระบบ
- เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน
ประเภทของสารนิทัศน์
1. การบรรยายประสบการณ์ : การเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ
3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น
4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม
5. การสะท้อนตนเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้
สะท้อนคิด
การจัดทำสารนิทัศน์ทำให้ตระหนักว่า การประเมินเด็กปฐมวัยควรเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Learning) มากกว่าการตัดสินผล อีกทั้งยังสะท้อนประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมของครู หากเด็กมีพัฒนาการที่ดี แสดงว่ากิจกรรมเหมาะสมและตอบสนองต่อการเรียนรู้ แต่หากพบจุดที่ควรพัฒนา ในฐานะครูก็สามารถปรับปรุงแนวทางการสอนได้อย่างทันท่วงที
ดังนั้น สารนิทัศน์จึงเป็นทั้ง “กระจกสะท้อนพัฒนาการของเด็ก” และ “กระจกสะท้อนการทำงานของครู” ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ
ตัวอย่างการทำสารนิทัศน์

การใช้แฟ้มผลงานเด็ก
การใช้แฟ้มงานเด็ก (Portfolios) แฟ้มผลงานเด็กเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเป็นวิธีการบันทึกสิ่งที่เด็กทำ ความสามารถที่แสดงออก และความก้าวหน้าของเด็กในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา แฟ้มผลงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการเก็บตัวอย่างผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ ความพยายาม และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในแต่ละช่วงเวลา
ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก
1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
6. คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
7. จัดทําขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทําเพื่อการประเมินผลที่คงที่
8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล
ประโยชน์ของแฟ้มผลงานเด็ก
สำหรับเด็ก – ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป
สำหรับครู – ทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการสอนและปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละคน
สำหรับผู้ปกครอง – แฟ้มผลงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็ก และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก
ตัวอย่างการใช้แฟ้มสะสมผลงานเด็ก
การใช้แบบทดสอบ
การใช้แบบทดสอบ (Test) การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลeพอง, 2525)
5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ
การใช้แบบประเมินพัฒนาการ
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ (Checklists)
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ มาตราส่วนประมาณค่า และแบบสำรวจรายการ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การประเมินมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
ในการนำแบบประเมินพัฒนาการมาใช้ ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
ระบุให้ชัดเจนว่าต้องการประเมินพัฒนาการด้านใดของเด็ก เช่น ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม หรือด้านสติปัญญา เพื่อให้การประเมินเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
การสร้างแบบสำรวจรายการควรยึดหลักทฤษฎีพัฒนาการเด็กเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกณฑ์การประเมินมีความเหมาะสมกับช่วงวัย และสะท้อนพฤติกรรมของเด็กได้อย่างถูกต้อง
การใช้แบบประเมินพัฒนาการควรดำเนินควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสะท้อนพัฒนาการที่แท้จริงของเด็ก
ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็กอายุ 3–4 ปี
ชื่อนักเรียน........................................................................................................................
วันเดือนปีเกิด.................................................... อายุ............................ปี....................เดือน......................
รายการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย
แบบประเมินนี้ใช้การสังเกตพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยกำหนดระดับคะแนนเพื่อแสดงระดับความสามารถ ดังนี้
4 คะแนน หมายถึง ดี
3 คะแนน หมายถึง ปานกลาง
2 คะแนน หมายถึง ควรปรับปรุง
ข้อดีของการใช้แบบประเมินพัฒนาการ
- ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว
- ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล
- สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที
- ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร
- สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินพัฒนาการ
- ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด
- ต้องทบทวน สะท้อนความคิด
- วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง
- ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้
สรุปแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย
จากการประเมินพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กชายอนุวัฒน์ คำหาญ มีผลการประเมินดังนี้
อยู่ในระดับ ดี จำนวน 4 รายการ ได้แก่
เดิน วิ่ง และหยุดได้อย่างมั่นคง
ยืนทรงตัวบนเส้นตรงได้โดยไม่เสียการทรงตัว
ปีนป่ายหรือทรงตัวอยู่บนที่สูงได้อย่างเหมาะสม
ต่อบล็อกหรือประกอบของเล่นได้
อยู่ในระดับ ปานกลาง จำนวน 2 รายการ ได้แก่
กระโดดขาเดียวได้โดยไม่เสียการทรงตัว
เคลื่อนไหวร่างกายสัมพันธ์กับทิศทางและพื้นที่ได้
ระดับ ปรับปรุง ไม่มีรายการ
ภาพรวม
เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายอยู่ในระดับดี สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่–มัดเล็กได้เหมาะสมตามวัย ควรส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาการทรงตัว การกระโดดขาเดียว และการเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับทิศทาง เพื่อให้พัฒนาการสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป
การทำสังคมมิติ
เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในกลุ่มเด็ก ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นโครงสร้างทางสังคมและการปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเครื่องมือที่ได้รับความนิยมและเหมาะสมกับบริบทของการจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัย คือ การทำสังคมมิติ (Sociogram)
การใช้สังคมมิติช่วยให้ครูสามารถมองเห็นบทบาททางสังคมของเด็กแต่ละคนได้อย่างชัดเจน เช่น เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน เด็กที่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม หรือเด็กที่มักแยกตัวและไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูเข้าใจความรู้สึก ทัศนคติ และการยอมรับซึ่งกันและกันของเด็กในกลุ่ม รวมถึงสามารถระบุคู่เพื่อนที่มีความสนิทสนมและมักทำกิจกรรมร่วมกันอยู่เป็นประจำ
ทั้งนี้ การใช้สังคมมิติควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เนื่องจากความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกิจกรรมที่จัดขึ้น ช่วงเวลา และประสบการณ์ทางสังคมที่เด็กได้รับในแต่ละช่วงวัย
การประเมินด้วยสังคมมิติโดยทั่วไปสามารถดำเนินการได้ 2 วิธีหลัก ได้แก่
การทายลักษณะ
การสร้างภาพทางสังคม
การทายลักษณะเป็นวิธีการประเมินที่ครูใช้คำถามในลักษณะ “ใครเอ่ย…?” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสะท้อนความคิดเห็นหรือมุมมองที่มีต่อเพื่อนในกลุ่ม ตัวอย่างเช่น
ใครเอ่ยที่ชอบหวงของเล่น
ใครเอ่ยที่มักช่วยเพื่อนเก็บของ
วิธีการนี้ช่วยให้ครูเห็นภาพลักษณ์ทางสังคมของเด็กแต่ละคนจากมุมมองของเพื่อน และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้วางแผนส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างภาพทางสังคมเป็นการประเมินโดยการกำหนดสถานการณ์สมมติ และเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นหรือเลือกการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น
หากเกิดสถานการณ์นี้ เด็กจะเลือกปฏิบัติอย่างไร
หากสามารถเลือกเพื่อนมานั่งข้าง ๆ ได้ เด็กจะเลือกใคร
วิธีการดังกล่าวช่วยสะท้อนความรู้สึก ความชอบ และระดับความใกล้ชิดระหว่างเด็กในกลุ่มได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กปฐมวัย
เมื่อได้ข้อมูลจากการประเมินแล้ว ครูสามารถนำมาจัดทำแผนผังความสัมพันธ์ โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
กำหนดสัญลักษณ์แทนตัวเด็ก และจัดวางเด็กที่ได้รับการเลือกจากเพื่อนมากที่สุดไว้บริเวณกึ่งกลางของแผนผัง
จัดวางเด็กที่ได้รับการเลือกน้อยหรือไม่ได้รับการเลือกไว้บริเวณรอบนอกของแผนผัง
ใช้ลูกศรแสดงทิศทางของการเลือก เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กแต่ละคน
ควรออกแบบแผนผังให้มีความชัดเจน ไม่ซับซ้อน โดยอาจร่างภาพก่อน แล้วปรับแก้ให้สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย
ตัวอย่างโรงเรียนสังคมมิติของโรงเรียนอนุบาลขุนตาล
สรุปการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครอง
“ บทบาทของครูและผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยและการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย”
หัวข้อ หน่วยที่ 6 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
ออกแบบการสื่อสารถึงผู้ปกครอง
1.) แจ้งเนื้อหา กิจกรรม วัตถุประสงค์ในการเรียนแต่ละสัปดาห์