หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ที่ปรึกษาBLOG

 ที่ปรึกษาBLOG

1. นางสาวเจนจิรา หมายทอง รหัส 66121860102

https://childcase66114.blogspot.com/?zx=99327919377f0405

2. นางสาวสุวภัทร พิมพ์วัน รหัส 66121860120

3. นางสาวภาวิสา เสมอภาค รหัส 66121860103

4. นางสาวอัมพร บุญล้อม รหัส 66121860220

5. นางสาวจุฑามาศ หาญเสมอ รหัส 66121860102

6. นางสาวสุนิสา กลุ่มยา รหัส 66121860122






วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

สารนิทัศน์

สารนิทัศน์ 

สารนิทัศน์( Information ) การจัดทําข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทํากิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์

1. เตรียมความพร้อม
- รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น
- ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์
- วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม
2. รวบรวมข้อมูล
- บันทึกจากการสังเกตอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง
- ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน
- บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
- รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง
3. จัดแสดงสารนิทัศน์
- จัดแสดงผลงานให้มีความน่าสนใจและเป็นระบบ
- เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน
ประเภทของสารนิทัศน์
1. การบรรยายประสบการณ์ : การเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ
3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น
4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม
5. การสะท้อนตนเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้

สะท้อนคิด

 การจัดทำสารนิทัศน์ทำให้ตระหนักว่า การประเมินเด็กปฐมวัยควรเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Learning) มากกว่าการตัดสินผล อีกทั้งยังสะท้อนประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมของครู หากเด็กมีพัฒนาการที่ดี แสดงว่ากิจกรรมเหมาะสมและตอบสนองต่อการเรียนรู้ แต่หากพบจุดที่ควรพัฒนา ในฐานะครูก็สามารถปรับปรุงแนวทางการสอนได้อย่างทันท่วงที

ดังนั้น สารนิทัศน์จึงเป็นทั้ง “กระจกสะท้อนพัฒนาการของเด็ก” และ “กระจกสะท้อนการทำงานของครู” ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ

ตัวอย่างการทำสารนิทัศน์



 

การใช้แฟ้มผลงานเด็ก


การใช้แฟ้มผลงานเด็ก 

การใช้แฟ้มงานเด็ก (Portfolios) แฟ้มผลงานเด็กเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเป็นวิธีการบันทึกสิ่งที่เด็กทำ ความสามารถที่แสดงออก และความก้าวหน้าของเด็กในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา แฟ้มผลงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการเก็บตัวอย่างผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ ความพยายาม และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในแต่ละช่วงเวลา

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก
1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
6. คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
7. จัดทําขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทําเพื่อการประเมินผลที่คงที่
8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล

ประโยชน์ของแฟ้มผลงานเด็ก
สำหรับเด็ก – ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป
สำหรับครู – ทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการสอนและปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละคน
สำหรับผู้ปกครอง – แฟ้มผลงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็ก และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก

ตัวอย่างการใช้แฟ้มสะสมผลงานเด็ก
















การใช้แบบทดสอบ

การใช้แบบทดสอบ 

  การใช้แบบทดสอบ (Test) การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลeพอง, 2525)


การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

➢ เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง
➢ ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย
เป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญ
แบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ

การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น

1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด
2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
4. สร้างแบบทดสอบ

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษา
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถ ด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้
เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ หมายถึง ความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก ดีใจหรือมีความสุข เสียใจหรือเศร้า กลัวและโกรธ เมื่อเด็กได้เผชิญปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อดูว่าเด็กสามารถแสดงความรู้สึกต่อสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม หรือไม่

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านสังคม หมายถึง ความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคม
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคม
หมายถึง สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ช่วยเหลือตัวเองได้ และรู้จักแบ่งปันสิ่งของตนเองให้กับผู้อื่น

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้

ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี
2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับ
พัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก
3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก
4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนด
วัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้
     - พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
     - เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ 
     - ความกังวล
     - ระยะเวลาสอบ 
     - ไม่คุ้นกับสถานที่

5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ        

การใช้แบบประเมินพัฒนาการ

การใช้แบบประเมินพัฒนาการ 

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ (Checklists)

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ มาตราส่วนประมาณค่า และแบบสำรวจรายการ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การประเมินมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ

แนวทางการใช้แบบประเมินพัฒนาการ

ในการนำแบบประเมินพัฒนาการมาใช้ ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน

ระบุให้ชัดเจนว่าต้องการประเมินพัฒนาการด้านใดของเด็ก เช่น ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม หรือด้านสติปัญญา เพื่อให้การประเมินเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด

2. จัดทำแบบสำรวจรายการ

การสร้างแบบสำรวจรายการควรยึดหลักทฤษฎีพัฒนาการเด็กเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกณฑ์การประเมินมีความเหมาะสมกับช่วงวัย และสะท้อนพฤติกรรมของเด็กได้อย่างถูกต้อง

3. ใช้ร่วมกับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

การใช้แบบประเมินพัฒนาการควรดำเนินควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสะท้อนพัฒนาการที่แท้จริงของเด็ก

ตัวอย่างการใช้แบบสำรวจรายการ

ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็กอายุ 3–4 ปี

ชื่อนักเรียน........................................................................................................................

วันเดือนปีเกิด.................................................... อายุ............................ปี....................เดือน......................

รายการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย

แบบประเมินนี้ใช้การสังเกตพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยกำหนดระดับคะแนนเพื่อแสดงระดับความสามารถ ดังนี้

  • 4 คะแนน หมายถึง ดี

  • 3 คะแนน หมายถึง ปานกลาง

  • 2 คะแนน หมายถึง ควรปรับปรุง

    ข้อดีของการใช้แบบประเมินพัฒนาการ

    - ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว

    ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล

    สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที

    ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร

    สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

    ข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินพัฒนาการ

    - ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด

    - ต้องทบทวน สะท้อนความคิด

    - วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง

    - ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้


  • สรุปแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย

    จากการประเมินพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กชายอนุวัฒน์ คำหาญ มีผลการประเมินดังนี้

    • อยู่ในระดับ ดี จำนวน 4 รายการ ได้แก่

      1. เดิน วิ่ง และหยุดได้อย่างมั่นคง

      2. ยืนทรงตัวบนเส้นตรงได้โดยไม่เสียการทรงตัว

      3. ปีนป่ายหรือทรงตัวอยู่บนที่สูงได้อย่างเหมาะสม

      4. ต่อบล็อกหรือประกอบของเล่นได้

    • อยู่ในระดับ ปานกลาง จำนวน 2 รายการ ได้แก่

      1. กระโดดขาเดียวได้โดยไม่เสียการทรงตัว

      2. เคลื่อนไหวร่างกายสัมพันธ์กับทิศทางและพื้นที่ได้

    • ระดับ ปรับปรุง ไม่มีรายการ

    ภาพรวม
    เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายอยู่ในระดับดี สามารถควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่–มัดเล็กได้เหมาะสมตามวัย ควรส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาการทรงตัว การกระโดดขาเดียว และการเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับทิศทาง เพื่อให้พัฒนาการสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป

การเขียนบันทึกประจำวัน 








 


 การทำสังคมมิติ

เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย

     เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในกลุ่มเด็ก ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นโครงสร้างทางสังคมและการปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเครื่องมือที่ได้รับความนิยมและเหมาะสมกับบริบทของการจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัย คือ การทำสังคมมิติ (Sociogram)

     การใช้สังคมมิติช่วยให้ครูสามารถมองเห็นบทบาททางสังคมของเด็กแต่ละคนได้อย่างชัดเจน เช่น เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน เด็กที่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม หรือเด็กที่มักแยกตัวและไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูเข้าใจความรู้สึก ทัศนคติ และการยอมรับซึ่งกันและกันของเด็กในกลุ่ม รวมถึงสามารถระบุคู่เพื่อนที่มีความสนิทสนมและมักทำกิจกรรมร่วมกันอยู่เป็นประจำ

     ทั้งนี้ การใช้สังคมมิติควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เนื่องจากความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกิจกรรมที่จัดขึ้น ช่วงเวลา และประสบการณ์ทางสังคมที่เด็กได้รับในแต่ละช่วงวัย

เครื่องมือสังคมมิติ

การประเมินด้วยสังคมมิติโดยทั่วไปสามารถดำเนินการได้ 2 วิธีหลัก ได้แก่

  1. การทายลักษณะ

  2. การสร้างภาพทางสังคม

1. การทายลักษณะ

การทายลักษณะเป็นวิธีการประเมินที่ครูใช้คำถามในลักษณะ “ใครเอ่ย…?” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสะท้อนความคิดเห็นหรือมุมมองที่มีต่อเพื่อนในกลุ่ม ตัวอย่างเช่น

  • ใครเอ่ยที่ชอบหวงของเล่น

  • ใครเอ่ยที่มักช่วยเพื่อนเก็บของ

วิธีการนี้ช่วยให้ครูเห็นภาพลักษณ์ทางสังคมของเด็กแต่ละคนจากมุมมองของเพื่อน และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้วางแผนส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การสร้างภาพทางสังคม

การสร้างภาพทางสังคมเป็นการประเมินโดยการกำหนดสถานการณ์สมมติ และเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นหรือเลือกการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น

  • หากเกิดสถานการณ์นี้ เด็กจะเลือกปฏิบัติอย่างไร

  • หากสามารถเลือกเพื่อนมานั่งข้าง ๆ ได้ เด็กจะเลือกใคร

วิธีการดังกล่าวช่วยสะท้อนความรู้สึก ความชอบ และระดับความใกล้ชิดระหว่างเด็กในกลุ่มได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กปฐมวัย

การจัดทำแผนผังความสัมพันธ์ (Sociogram)

เมื่อได้ข้อมูลจากการประเมินแล้ว ครูสามารถนำมาจัดทำแผนผังความสัมพันธ์ โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

  • กำหนดสัญลักษณ์แทนตัวเด็ก และจัดวางเด็กที่ได้รับการเลือกจากเพื่อนมากที่สุดไว้บริเวณกึ่งกลางของแผนผัง

  • จัดวางเด็กที่ได้รับการเลือกน้อยหรือไม่ได้รับการเลือกไว้บริเวณรอบนอกของแผนผัง

  • ใช้ลูกศรแสดงทิศทางของการเลือก เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กแต่ละคน

  • ควรออกแบบแผนผังให้มีความชัดเจน ไม่ซับซ้อน โดยอาจร่างภาพก่อน แล้วปรับแก้ให้สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย

ตัวอย่างโรงเรียนสังคมมิติของโรงเรียนอนุบาลขุนตาล




 สรุปการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครอง


“ บทบาทของครูและผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยและการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย”

หัวข้อ หน่วยที่ 6 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ออกแบบการสื่อสารถึงผู้ปกครอง

1.) แจ้งเนื้อหา กิจกรรม วัตถุประสงค์ในการเรียนแต่ละสัปดาห์





2. เขียนสมุดรายงานประจำตัวของนักเรียนมา 1 คน คือ

คนที่มีพัฒนาการดีมาก
























3. สรุปบทบาทของตนเอง (ในฐานะครู) และบทบาทของผู้ปกครองในการทำงานร่วมกันเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย