หน้าเว็บ

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

กระบวนการคิดดอกไม้

กระบวนการคิดดอกไม้


 

เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย


เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
   
     การประเมินเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ครูเข้าใจพัฒนาการ ความสามารถ ความสนใจ และความต้องการเฉพาะของเด็กแต่ละคน เพื่อวางแผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสม การประเมินในช่วงวัยนี้จึงต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็ก โดยเน้นการเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริงผ่านกิจกรรมประจำวัน โดยเทคนิคที่นิยมใช้ ได้แก่

1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)
 การสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา โดยที่ครูใช้วิธีเฝ้าดูหรือศึกษาเหตุการณ์ และพฤติกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับเด็กในระหว่างการเรียนการสอนแล้วบันทึกพฤติกรรมตามที่เห็นและได้ยิน ไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปและการสังเกตพฤติกรรมต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของเด็กและเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสังเกต
2. เตรียมตัว เตรียมเครื่องมือ แบบสังเกต
3. ควรสังเกตครั้งละ 1 คน โดยสังเกตและพัก สลับช่วงเวลา
4. จดพฤติกรรมที่ตามองเห็นเท่านั้นถ้าต้องการแปล ตีความ ควรแยกเอาไว้

การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็กค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใดและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้
3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
4. เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งให้ละเอียดมากขึ้น
5. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา
6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง
7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่แฟ้มประวัติสำหรับแนะแนว ส่งต่อให้ชั้นเรียนที่สูงขึ้น

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ
1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง
2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก

ข้อดีของการสังเกต
1. เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน
2. เด็กอยู่ในสภาพธรรมชาติ
3. กิจกรรมประจำวันดำเนินตามปกติ
4. ทำให้ครูได้ข้อมูลโดยตรง
5. วิธีการเหมาะสม เป็นที่ยอมรับ
ข้อจำกัดของการสังเกต
1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้
2. ประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตีความหมายพฤติกรรม
3. ระยะเวลาและจำนวนครั้งในการสังเกต
4. ทำได้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก

 ตัวอย่างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม







2. การสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์เป็นวิธีการเปิดโอกาสให้มีการสอบถามหรือสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่ายคือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์แล้วมีการบันทึกข้อมูลที่เป็นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก ทัศนคติการรับรู้ของผู้ถูกสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์ (Interview) แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง



2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง



3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (เหมาะกับผู้เริ่มต้นยังไม่มีความชำนาญ)

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง


หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์
1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์ เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบพัฒนาการด้านใด?
2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่
3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี
4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม
ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป
2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก
4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ


3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
    ▪ ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
    ▪ พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
    ▪ มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น


4. การทำสังคมมิติ (Sociogram) เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม สะท้อนโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน การทำสังคมมิติให้ครูทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขาใครเด่นที่สุด ใครชอบแยกตัวเล่นคนเดียวเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน

เครื่องมือสังคมมิติ
นิยมใช้ 2 วิธี คือ
1. การทายลักษณะ เช่น
        ใครเอ่ย.......?
        ใครเอ่ย หวงของเล่น?
        ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?
2. การสร้างภาพทางสังคม
        ถ้า ....... หนูจะ .......... ?
        ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้หนูจะเลือกใคร?

                                                     

ตัวอย่างการทำสังคมมิติ




5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ(Checklists) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจําชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร 
หลังจากนั้นนํามาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียวครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก

ตัวอย่างการใช้แบบสำรวจรายการ
ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกายสำหรับเด็กวัย 3-4 ปี
ชื่อนักเรียน…….... วันเดือนปี เกิด….....อายุ………ปี………เดือน
รายการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายที่สังเกตเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมนั้น 
โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
3 หมายถึง ดี
2 หมายถึง ปานกลาง
1 หมายถึง ควรปรับปรุง



ข้อดีของการใช้ Checklists
        - ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว
        - ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล
        - สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที
        - ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร
        - สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ข้อจำกัดของการใช้ Checklists
        - ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด
        - ต้องทบทวน สะท้อนความคิดวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง
        - ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้


6. การใช้แบบทดสอบ (Test)  การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้


7. แฟ้มสะสมงาน (Portfolios) แฟ้มผลงานเด็กเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเป็นวิธีการบันทึกสิ่งที่เด็กทำ ความสามารถที่แสดงออก และความก้าวหน้าของเด็กในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา แฟ้มผลงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการเก็บตัวอย่างผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ ความพยายาม และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในแต่ละช่วงเวลา

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก 
1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
6. คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
7. จัดทําขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทําเพื่อการประเมินผลที่คงที่
8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล

ประโยชน์ของแฟ้มผลงานเด็ก

สำหรับเด็ก
 – ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป

สำหรับครู – ทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการสอนและปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละคน

สำหรับผู้ปกครอง – แฟ้มผลงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็ก และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก

8. สารนิทัศน์( Information ) การจัดทําข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทํากิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์
1. เตรียมความพร้อม
    - รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น
    - ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์
    - วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม
2. รวบรวมข้อมูล
    - บันทึกจากการสังเกตอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง
    - ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน
    - บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
    - รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง
3. จัดแสดงสารนิทัศน์
    - จัดแสดงผลงานให้มีความน่าสนใจและเป็นระบบ
    - เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน

ประเภทของสารนิทัศน์
1. การบรรยายประสบการณ์ : การเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ
3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น
4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม
5. การสะท้อนตนเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้

อ้างอิง
ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต.มปป.เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย.เข้าถึงได้จาก: https://drive.google.com/file/d/14gJxNQn_DpB91k7hdMlR7sf2dA8VckLE/view 25 พฤศจิกายน 2568

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

แนะนำตัว



 


ประวัติส่วนตัว

ชื่อ นางสาวอรวรรณ ฝังนิล ชื่อเล่น หวานแหวว รหัสนักศึกษา 66121860102 หมู่เรียนที่ 1
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
งานอดิเรก
เวลาว่าง ชอบดูซีรีย์จีน ไทย เกาหลี เล่นTiktok Facebook, Youtube, Bilibili
กีฬาที่ชอบ วอลเลย์บอล 
แรงบันดาลใจของการใช้ชีวิต คือ ความจนและความทุกข์ยาก 
ทัศนคติ
เป็นคนให้เกียรติคนอื่นเสมอทั้งคำพูดและการกระทำ จะพูดเพราะกับทุกคน รักพ่อแม่ รักครอบครัวมากๆ 
คติพจน์
ความซื่อสัตย์ คือ พื้นฐานของทุกสิ่ง

ความคาดหวังในการเรียน
    ดิฉันคาดหวังว่าการเรียนรายวิชา การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และการศึกษาเด็กรายกรณีปฐมวัย จะช่วยให้ฉันมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ฉันต้องการเรียนรู้วิธีการประเมินพัฒนาการเด็กอย่างถูกต้อง เหมาะสมกับวัย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กได้
     ฉันมีความคาดหวังว่าจะใช้เทคนิคการประเมินพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งสามารถดำเนินการศึกษาเด็กรายกรณีได้อย่างมีขั้นตอน เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมและพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งพัฒนาตนเองให้มีจรรยาบรรณและทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครูปฐมวัย

การวางแผนการเรียนรู้

    ในการเรียนรายวิชา การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ฉันจะวางแผนการเรียนรู้ของตนเองดังนี้
1. ศึกษาเนื้อหาและเอกสารประกอบการเรียนล่วงหน้า เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับพัฒนาการและการประเมินเด็กปฐมวัยให้มีความรู้พื้นบานในเบื้องต้น
2. ตั้งใจฟังการบรรยาย ซักถามข้อสงสัย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น เพื่อความถูกต้องของเนื้อหาความรู้ที่ได้รับ
3. ฝึกการเทคนิคการประเมินเด็กในสถานการณ์จริง และบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบและเป็นกลาง โดยไม่นำความรู้สึกของตนเองไปเกี่ยวกับการประเมินเด็ก
4. เรียนรู้และฝึกใช้เครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้เหมาะสมกับช่วงวัย
5. วิเคราะห์ผลการประเมินเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมและพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล
6. นำข้อเสนอแนะจากอาจารย์มาปรับปรุงการเรียนรู้และไม่หยุดพัฒนาตนเอง  
7. ปฏิบัติตนด้วยความรับผิดชอบ มีวินัย และยึดหลักจริยธรรมในการประเมินพัฒนาการเด็ก